Home | Star Biz
"มาริสา" ร่วมหุ้นเพื่อนขายเสื้อผ้า "ฮ่องกง" ลั่นทำด้วย"ใจ" กำไรเป็นโบนัส
เขียนโดย Admin เมื่อ 02 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 23:20:49 น. | ผู้เข้าชม 16260 ครั้ง

     แม้จะอยู่ในวงการบันเทิงมานานถึง 15 ปีแล้ว แต่ชื่อเสียงและผลงานของ “มาริสา อานิต้า” หรือ สา สาวลูกครึ่งไทย-เนเธอร์แลนด์ ยังคงอยู่ในระดับแถวหน้า ซึ่งที่ผ่านมาก็มีทั้งผลงานภาพยนตร์ ละคร และงานพิธีกร และในช่วงนี้เธอกำลังถ่ายละครทางช่อง 7 เรื่องเส้นตายสลายโสด ที่จะออกอากาศในอีกไม่ช้า

 

 


 
เปิด 2 ร้านติดกันที่เพียวเพลส
วันนี้นอกจากจะทำงานในวงการเดินแบบและบันเทิงเป็นหลักแล้ว สาวสวยผู้นี้ยังเจียดเวลาไปบริหารจัดการธุรกิจร้านขายเสื้อผ้าและร้านทำเล็บที่อาคารเพียวเพลส รามคำแหง 110 ย่านหมู่บ้านสัมมากร สุขาภิบาล 3 ซึ่งเจ้าตัวร่วมหุ้นกับเพื่อนนางแบบ “แอม” สุทธิกานต์ หวังเจริญทวีกุล และสไตลิสต์ที่สนิทสนมกันอีกคน
 
“สา” ใช้ชื่อร้านขายเสื้อผ้า “เดรส บาร์” (Dress Bar) ส่วนสปาเท้า ทำเล็บ ใช้ชื่อว่า “เนล บาร์” (Nail Bar) ยามใดที่ว่างจากงานเดินแบบและถ่ายละครเธอก็จะมาดูแลร้านเป็นบางครั้งบางคราว แต่จะมีพนักงานอยู่ร้านตลอด และหน้าร้านจะมีโปสเตอร์ใหญ่ของเธอและเพื่อนสาว “แอม” เพื่อให้ผู้คนรู้ว่านี่แหละร้านของสองสาว
 
สา อธิบายสาเหตุที่ไม่ใช้ชื่อตัวเองและเพื่อนเป็นชื่อร้าน เพราะ “สาอายที่จะใช้ชื่อตัวเอง คิดว่ามันตลก เลยดูอะไรที่มันใกล้ตัว คำว่าบาร์ก็คือมันสนุก มีให้เลือกหลากหลาย สาเลยเลือกเป็นคำนี้ขึ้นมา เดรสก็คือเสื้อผ้า”
 
เน้นเสื้อผ้าใส่ได้หลากหลาย
สา เล่าที่มาที่ไปของการทำธุรกิจนี้ว่า “เพิ่งตั้งร้านได้ไม่ถึงปี ที่คิดมาทำธุรกิจเสื้อผ้าเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวแล้วเราก็อยู่กับแฟชั่นมานานถึง 15 ปี รู้ว่าผู้หญิงควรจะแต่งตัวแบบไหน และเสื้อผ้าสาส่วนใหญ่ก็จะใส่ได้ทั้งไปทำงานและหลังจากทำงานเสร็จแล้ว คุณจะไปปาร์ตี้ต่อกับเพื่อน ไปดินเนอร์ก็ชุดเดิมนี่แหละ โดยถอดสูทออกสามารถไปได้เลย เสื้อผ้าส่วนใหญ่หิ้วมาจากฮ่องกง เราบินไปเลือกของเอง แล้วก็มีเจ้าประจำแหล่งประจำ และจะมีบางส่วนที่ตัดเย็บเอง ซึ่งจะติดแบรนด์ตัวเองใช้ชื่อว่า เดรส บาร์ จะมาเร็วแล้วไปเร็ว”
 

สำหรับกลุ่มลูกค้าของร้านเดรส บาร์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ไม่ใช่กลุ่มวัยรุ่นหวานแหวว
ถามถึงเงินลงทุนที่ใช้ไปกับ 2 ร้านนี้ สาบอก ทั้ง 2 ร้านอยู่ติดกันเลย แม้จะเป็นร้านเล็กแต่ก็ลงทุนเยอะเพราะรายละเอียดเยอะ ทั้งนี้ ช่วงวันธรรมดาร้านเสื้อผ้าจะขายได้ช่วงเย็น ขณะที่วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ จะขายได้ทั้งวัน ส่วนร้านเล็บจะหยุดวันจันทร์และวันศุกร์ ลูกค้าก็ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำและจะมีคนเยอะมากที่สุดในวันอาทิตย์
 
ยันราคาไม่แพงสมคุณภาพ
เรื่องราคาขายนั้น แม้จะเป็นร้านของดารานักแสดง ซึ่งใครต่อใครอาจจะคิดว่าแพง สา แจกแจงว่า
“หลายคนมองว่าถ้าเป็นร้านดาราของจะต้องแพงแต่ของเราไม่แพงค่ะ ร้านเราเริ่มต้นที่ประมาณตัวละ 390 บาท 490 บาท ไปจนถึงพันนิดๆ นอกจากชุดเสื้อผ้าที่ตัดเองจะต้องแพงอยู่แล้วประมาณ 1,500-2,000 บาท ราคาก็ไม่เกินนี้ ถ้าเทียบกับคุณภาพสินค้าถือว่าราคาไม่แพง อย่างกระโปรงที่ใส่ไปทำงานตกตัวละประมาณ 890 บาท หรือชุดแซ็กก็ 790 บาท หรือ 890 บาท เมื่อเทียบกับเนื้อผ้าแล้วไม่แพง เพราะเราทำงานกับแฟชั่นมาเยอะเราก็อยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนอื่นด้วย ฉะนั้น สาจะให้ความสำคัญเรื่องการตัดเย็บ เรื่องของเนื้อผ้า การตัดเย็บต้องดี”
 
ส่วนสาเหตุที่สาเลือกผ้าจากฮ่องกงมาขายนั้น เธอให้เหตุผลว่า “คัตติ้งเขาดี เนื้อผ้าดีและราคาไม่แพง เสื้อผ้าตอนนี้ก็เน้นจากฮ่องกงเป็นหลัก ยังไม่ได้มองตลาดอื่น เพราะเสื้อผ้าที่มาจากเมืองจีนฝีมือการตัดเย็บสู้ฮ่องกงไม่ได้แม้ว่าราคาจะถูกกว่ามาก ส่วนของเกาหลีการตัดเย็บก็ไม่สวย”
 
ในฐานะที่อยู่ในวงการแฟชั่นและมีประสบการณ์ตรง เธอบอกด้วยว่า “ผู้หญิงเราเสื้อผ้าเยอะมากแต่บางครั้งไม่รู้ว่าจะใส่อะไรกับอะไร และด้วยเศรษฐกิจยุคนี้การซื้อเสื้อผ้าชุดหนึ่งก็พยายามจะใส่ให้ได้หลากหลาย สาเลยพยายามเลือกเสื้อผ้าที่ใส่ได้หลายโอกาสในชุดเดียวกัน เท่าที่เปิดมาก็ดี ลูกค้าประจำเยอะ แล้วที่ร้านก็มีจุดเด่นที่ว่าของแต่ละชิ้นมีไม่เกิน 4 ตัว นอกจากกางเกงหรือกระโปรงอาจจะมีมากกว่านั้น แต่เต็มที่ที่สุดไม่เกิน 5 ตัว หมดแล้วก็คือหมดเลย และถ้าเป็นแบบที่ลูกค้าชอบก็สามารถมาสั่งตัดที่ร้านได้”  
 
เห็นเธอเป็นดาราเป็นนักแสดงและเป็นนางแบบที่เฉิดฉายอยู่บนเวทีแคตวอล์กแบบนี้ แต่เจ้าตัวยืนยันไม่ติดแบรนด์เสื้อผ้าหรูแต่อย่างใด ชอบใส่แบบหลากหลาย พร้อมกับโชว์ให้ดูเสื้อที่สวมอยู่ในวันนั้น ซึ่งซื้อมาจากตลาดนัดตัวละ 200 บาทเท่านั้น
 

เพื่อนในวงการล้วนมาอุดหนุน
ด้วยความที่ร้านของเธออยู่ที่อาคารเพียวเพลส แหล่งเดียวกับที่พระเอกและนางเอกดัง “เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพัน กับ หน่อย บุษกร” เปิดร้านขายกาแฟอยู่ที่นั่น สาวหน่อยก็เลยมาอุดหนุนร้านเสื้อผ้าของสาอยู่ประจำ นอกเหนือจากลูกค้าและดาราคนอื่นๆ อีกหลายคน ซึ่งจะมาเลือกซื้อเพราะรู้ว่าทุกสัปดาห์จะมีเสื้อผ้าใหม่เข้ามา และตัวเจ้าของร้าน “สา” ก็จะบินไปเลือกเสื้อผ้าที่ฮ่องกงเอง
 
สา เล่าด้วยว่า แม้จะอยู่ในวงการบันเทิงมานาน มีพรรคพวกเพื่อนฝูงมาก แต่เวลาไปทำงานก็ไม่เคยนำเสื้อผ้าพวกนี้ไปขายที่กองถ่ายเนื่องจากไม่ชอบการขายของที่ยัดเยียดให้คนซื้อ เพราะบางครั้งคนซื้อจำเป็นต้องซื้อเพราะเกรงใจ จึงไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ต้องการให้คนซื้อเพราะชอบมากกว่า
 
การทำธุรกิจใดๆ ย่อมมีปัญหาอุปสรรคเป็นธรรมดา ในฐานะมือใหม่ในการทำร้านเสื้อผ้า เธอว่า “ปัญหาก็ไม่ค่อยมี แต่อุปสรรคคือของบางครั้งต้นทุนสูงเราต้องทำใจหน่อย หรือของบางครั้งเลือกมาก็ไม่ถูกใจลูกค้า เสื้อผ้าพวกนี้ก็ค้างสต๊อค เงินจม เราก็ต้องทำใจ ที่ผ่านมาแก้ปัญหาด้วยการขายลดราคา ที่ร้านจะลดราคาทุก 3 เดือน พร้อมอาศัยการออกบู๊ธที่จะขายในราคาพิเศษ ซึ่งที่ผ่านมาออกบู๊ธหลายครั้งแล้ว”
 
นอกจากร้านขายเสื้อผ้าของสาและเพื่อนสาวจะมีเสื้อผ้าจากฮ่องกงให้ลูกค้าได้เลือกแล้ว ยังมีเครื่องประดับอย่างสร้อยคอ กำไล เข็มขัด กระเป๋า และรองเท้า ซึ่ง 2 อย่างหลังจะเป็นแบรนด์เนมยี่ห้อดังแต่เป็นของมือสอง
 
ลดพิเศษสมาชิกร้านทำเล็บ
ส่วนร้านทำเล็บ สา เล่าว่า “อยู่ได้เรื่อยๆ เพราะคนที่เริ่มแล้วจะทำตลอด แล้วเราก็เปิดรับสมาชิก โดยเสียค่าสมาชิกคนละ 2,000 บาทตลอดชีพ แต่ละครั้งจะได้ส่วนลดพิเศษเวลามาทำ อย่างเช่นทำพวกต่อเล็บ ซึ่งปกติจะอยู่ที่ 1,400 บาท ถ้าราคาสมาชิกจะอยู่ที่ 1,200 บาท หรือ 1,300 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแบบหรือลายที่ลูกค้าต้องการ”
 
หากเปรียบเทียบระหว่างร้านทำเล็บกับร้านขายเสื้อผ้า สา มองว่า “ร้านทำเล็บยากเพราะมีเรื่องรายละเอียดมากกว่า อย่างลูกค้าก็ต้องให้ความใส่ใจเขามากกว่าปกติมากกว่าร้านเสื้อผ้า ต้องดูว่าเขาชอบแบบไหน เราต้องจำให้ได้ว่าถ้าลูกค้าท่านนี้มาชอบแบบไหน ชอบสีอะไร ปกติเขาจะทำแบบไหนต้องจำและต้องคอยสังเกต ซึ่งราคาค่าบริการที่ร้านไม่สูง และเป็นเจ้าเดียวที่อยู่ในเพียวเพลสเราก็จะได้เปรียบ นอกจากนี้ ที่ร้านมีเก้าอี้สปา มีนวด มีระบบน้ำวน ช่างเราเก่ง เราไม่ได้ทำร้านใหญ่ เราทำร้านเล็กเพื่อให้ดูแลลูกค้าได้ทั่วถึง ให้ลูกค้ารู้สึกว่าการมาทำเล็บสบายๆ และผ่อนคลายมากกว่า”
 
ฟังอย่างนี้แล้วเชื่อว่าคุณผู้หญิงที่ชอบทำเล็บคงอยากลองไปใช้บริการกัน
 

ยอดขาย 2 ร้านไปได้เรื่อยๆ
การทำธุรกิจใดๆ เป็นธรรมดาที่คนลงทุนก็ต้องการผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ อยากร่ำอยากรวย แต่สำหรับสาแล้ว เธอคิดอีกแบบ “สาอยากทำธุรกิจไปเรื่อยๆ ไม่ได้อยากทำรวยเหมือนคนอื่นเขา สาทำเพราะว่าชอบและอยากให้คนอื่นมีความสุขจากสิ่งที่เราบริการเขามากกว่า เป็นธุรกิจที่เราทำด้วยใจกำไรก็เป็นโบนัส ทำธุรกิจก็ไม่ได้แข่งกับใคร แข่งกับตัวเองมากกว่า อย่างที่บอกไม่ได้ทำเป็นธุรกิจจริงจังแต่ทำเพราะสนุกและชอบ นี่ถือเป็นธุรกิจแรกที่ทำ แต่จะอยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับลูกค้า และบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับระบบเพราะร้านเสื้อผ้ามันไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ถาวรอยู่แล้ว สักพักหนึ่งคนก็เบื่อ”
 
ร้านเดรส บาร์ และเนล บาร์ เปิดขายตั้งแต่ 10 โมง ปิด 2 ทุ่ม (สอบถามที่ โทรศัพท์ (081) 838-8879      )
 
ซึ่งลูกค้าไม่ได้เน้นว่ามาซื้อแล้วจะต้องเจอนักแสดงสาวผู้นี้ แต่เป็นเพราะชอบในตัวสินค้ามากกว่า
“การที่เราอยู่ร้านบางทีลูกค้าก็ไม่ได้ตั้งใจมาซื้อของ ลูกค้าบางคนเข้ามาดูอาจจะมาขอคำแนะนำ บางครั้งเขาก็มาขอคำแนะนำคำปรึกษาว่าจะไปปาร์ตี้ไม่รู้ว่าจะใส่อะไรดี ไม่มั่นใจในรูปร่าง บางทีเราอาจจะไม่มีเสื้อผ้าที่สนองความต้องการเขาได้ แต่เราให้คำปรึกษาเขาได้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ไม่ได้หวังว่าคนเดินเข้ามาในร้านแล้วจะต้องซื้อเสื้อ ที่ผ่านมายอดขายก็อยู่ได้ สามารถดูแลเด็กๆ ในร้านได้ ซึ่งร้านเสื้อผ้ามีพนักงานขาย 1 คน ร้านเล็บมี 4 คน
 
ขายเสื้อผ้ามือสองนำเงินไปบริจาค
ด้วยความตั้งใจในการทำธุรกิจแบบไม่หวังรวย เธอจึงขอเปิดร้านแค่ที่เพียวเพลสที่เดียวก่อน เพราะอยู่ใกล้บ้าน
“ยังไม่ได้คิดจะขยายไปที่อื่นหรือทำอย่างอื่น ไม่คิดว่าจะไปห้างใหญ่ๆ เพราะรองรับการบริหารไม่ไหว ขออยู่แบบได้เรื่อยๆ ดีกว่า เราไม่ได้มองเรื่องตลาดขนาดใหญ่ ทำแบบสนุกๆ ดีกว่า ถ้าเราไปเมืองนอกก็หิ้วกลับมา ตอนนี้ขอทำเดรส บาร์ และเนล บาร์ ให้อยู่ตัวเต็มที่ก่อนแล้วค่อยดูอีกทีว่าจะทำอย่างอื่นต่อหรือเปล่า และถ้าหน่วยงานไหนเชิญให้ไปออกบู๊ธฟรีก็จะไปทุกที่เพราะไม่มีความเสี่ยง และเมื่อเวลาไปออกงานแฟร์จะมีเสื้อผ้ามือสองของสาไปขายด้วย พร้อมนำเงินที่ได้ไปทำการกุศล ไม่ได้เอาเข้าตัวค่ะ”
 
ช่วงที่สนทนากันที่ร้านเดรส บาร์ ในช่วงวันธรรมดานั้น มีลูกค้าสาววัยกลางคนเข้ามาซื้อ ซึ่งแม้จะมาเป็นครั้งแรก แต่ก็ซื้อไปหลายตัวในวงเงินหลายพันบาท
 
สอบถามพนักงานได้ความว่า บางวันขายดีได้เป็นหมื่นก็มี แต่วันธรรมดาอาจจะเงียบเหงาหน่อย ซึ่งถ้าวันไหนมีเสื้อผ้าใหม่ๆ เข้ามาก็จะโทรศัพท์ไปแจ้งให้ลูกค้าประจำทราบ และมักจะมาซื้อชุดใหม่ๆ ตลอด
 
สุภาพสตรีท่านใดชอบเสื้อผ้าสไตล์ฮ่องกงที่ราคาไม่แพง ลองแวะไปชมร้านเดรส บาร์ ของ “มาริสา อานิต้า” ดู อาจจะได้ชุดเสื้อผ้าที่ถูกใจ ในราคาสบายกระเป๋าไปสวมใส่ โดยไม่เสียค่าเครื่องบินไปซื้อถึงฮ่องกง

 

• แนะนำธุรกิจน่าลงทุน
ธุรกิจน่าลงทุนทั้งหมด