Home | News (New Product)
‘เฮลโล เวจจี้’ยกเครื่องเห็ดทอดเจ้าดังใต้ ขึ้นแท่นสแน็คเงินล้าน “เห็ดทอดนาโหนด” เมนูพื้นบ้าน ปรับแบรนด์บุกเซเว่น
เขียนโดย Webmaster เมื่อ 19 มีนาคม 2556 เวลา 15:15:37 น. | ผู้เข้าชม 11108 ครั้ง

ปัจจุบัน หากเดินเข้าร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่าง ‘7-11’ ในชั้นวางสินค้าประเภทขนมคบเคี้ยว หรือสแน็ค (Snack) จะพบเห็นแบรนด์น้องใหม่มาแรง ‘เฮลโล เวจจี้’ (Hello Veggie) เข้าสู่ตลาดด้วยการสร้างจุดเด่นเป็นขนมคบเคี้ยวเมนูแตกต่าง ทำมาจากเห็ดทอด และผักทอด ที่นอกจากอร่อยแล้วยังดีต่อสุขภาพ

 



ที่มาแห่งสแน็คน้องใหม่ดังกล่าว เกิดจากแนวคิดไม่หยุดพัฒนาของนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่วัยเพียง 30 ปี “ชัยยงค์ คชพันธ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เห็ดทอดนาโหนด ฟู้ดส์ จำกัด ซึ่งบุกเบิก และปลุกปั้น “เห็ดทอดนาโหนด” จาก ต.นาโหนด อ.เมือง จ.พัทลุง จนโด่งดัง กลายเป็นของฝากเลืองชื่อประจำท้องถิ่นแดนใต้ ก่อนจะต่อยอดสินค้าตัวเดิมแต่จับมาแต่งตัวใหม่ เพื่อเข้าสู่ตลาดสแน็ค ซึ่งมีมูลค่าตลาด และฐานลูกค้ากว้างกว่าเดิม
 

 

เพิ่มค่าเห็ดสด ชุบแป้งทอดขายหน้าสถานีรถไฟ

จุด เริ่มต้นธุรกิจนี้ ชัยยงค์ เล่าให้ฟังว่า ต้องย้อนกลับไปเมื่อกว่า 13-14 ปีที่แล้ว ตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.5 โดยครอบครัวทำอาชีพฟาร์มเห็ดมากว่า 30 ปี อยู่ที่ ต.นาโหนด อ.เมือง จ.พัทลุง ซึ่งขณะนั้นเกิดปัญหาเห็ดล้นตลาด ราคาตกต่ำ ทำให้คิดอยากจะช่วยหาขายเห็ดให้ได้ราคาสูงขึ้น

หนุ่มแดนใต้ ทายาทฟาร์มเห็ดสด ลองนำผลผลิตของที่บ้านมาชุบแป้งสูตรคุณแม่แล้วทอดขายสดๆ หน้าสถานีรถไฟ จ.พัทลุง ทำกันแบบง่ายๆ เริ่มจากมีกระทะทอดเพียง 1 ใบ

เนื่อง จากเวลานั้น ยังไม่มีเจ้าใดทำเห็ดทอดกรอบมาก่อน ประกอบกับรสชาติอร่อย กินคู่น้ำจิ้มสูตรเด็ด เหมาะจะซื้อติดไม้ติดมือกินเล่นระหว่างนั่งรถไฟ ส่งให้เห็ดทอดของหนุ่ม ม.5 เป็นที่นิยมอย่างยิ่ง จากเริ่มแรกแค่คิดหาช่องทางขายเห็ดให้มากยิ่งขึ้น กลับกลายเป็นว่ารายได้เห็ดทอดสูงขึ้นเรื่อยๆ จนในเวลาต่อมาได้ขยายหน้าร้าน และจุดขายเพิ่มเติม ถึงปัจจุบัน มีกว่า 7 สาขาใน จ.พัทลุง
 

 

 

ดัน “เห็ดทอดนาโหนด” เข้าตลาดสินค้าฝาก

เจ้า ของธุรกิจ เล่าต่อว่า ช่วงที่ยังเรียนหนังสือ ตั้งแต่ ม.5 ถึงระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขาการตลาด ใช้เวลาทำธุรกิจควบคู่กับการเรียนมาตลอด เช่น นำเห็ดทอดนาโหนดมาขายที่กรุงเทพฯ บ้าง ขยายสาขาที่บ้านเกิดบ้าง มีทั้งประสบความสำเร็จ และผิดพลาดสลับกันไป ให้ได้เรียนรู้เก็บเป็นประสบการณ์

โดยเฉพาะข้อสังเกตสำคัญที่เห็น ว่า ผู้คนต่างถิ่นที่มาเยือน จ.พัทลุง หรือสัญจรแวะผ่านสถานีรถไฟ จ.พัทลุง มักจะซื้อ “เห็ดทอดนาโหนด” ซึ่งเวลานั้นเริ่มขึ้นชื่อเป็นของดังประจำท้องถิ่นแล้ว กลับไปเป็นของฝาก หนุ่มแดนใต้คนนี้จึงเกิดความคิดจะผลักดันเห็ดสดนาโหนดให้กลายเป็นของฝากที่ ผู้มาเยือนภาคใต้จะต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับไป

“จุดที่ผมมองเห็นว่า ตลาดของฝากมันจะกว้างกว่าแค่เราทอดขายสดๆ หน้าสถานีรถไฟ ดังนั้น หลังจากผมเรียนจบ ก็มามุ่งทำตลาดสินค้าของฝากเต็มตัว แต่ช่วงแรก มันมีอุปสรรคมากจริงๆ โดยเฉพาะต้องยอมรับว่า เวลานั้นเห็ดทอดที่เอามาบรรจุถุงขายมันอร่อยสู้เห็ดทอดสดๆ ไม่ได้ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการผลิตไม่แน่นอน มีทั้งเกิดน้ำมันเหม็นหืน อายุการเก็บรักษาสั้น ได้แค่ประมาณ 1 เดือน ซึ่งมันน้อยไปสำหรับการเป็นสินค้าของฝาก ตอนนั้นทำออกมาขายได้ครึ่ง ส่วนอีกครึ่งต้องทิ้ง ผมก็พยายามปรับปรุงเรื่อยมา” ชัยยงค์ เล่าให้ฟัง

 

 

พัฒนาสู่ของฝากชื่อดังแดนใต้

เจ้า ของธุรกิจ เล่าต่อว่า การผลักดันเห็ดทอดนาโหนดจากสินค้าขายหน้าร้านให้เป็นสินค้าของฝาก ต้องเดินควบคู่กันระหว่างพัฒนาการผลิต กับการสร้างแบรนด์ท้องถิ่นนิยม กล่าวคือ ในส่วนการผลิต ได้เข้าไปปรึกษากับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น ประกอบการพัฒนาสูตรแป้งพิเศษด้วยตัวเอง รวมถึง มีการลงทุนเพิ่ม ในการสร้างโรงงาน และลงทุนเครื่องจักรต่างๆ จนผลิตได้เห็ดทอดที่มีรสชาติกรอบอร่อย ไม่แพ้ทอดสดๆ ขยายการเก็บรักษาได้นานถึง 3 เดือน ถือเป็นผู้ผลิตเห็ดทอดรายแรกและรายเดียวในประเทศที่สามารถทำได้

ขณะ ที่สร้างแบรนด์ ภายใต้ชื่อว่า “เห็ดทอดนาโหนด” ซึ่งเป็นชื่อที่ตรงและผู้คนทั่วไปจดจำได้เป็นอย่างดีแล้ว อีกทั้งขายความเป็นท้องถิ่นนิยมแท้ๆ โดยตั้งแต่เริ่มถึงปัจจุบัน คนงานบริษัท ประมาณ 60 คน เป็นชาว ต.นาโหนด ล้วนๆ วัตถุดิบเป็นของท้องถิ่น ประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้งช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่บ้านเกิด แถมผู้ซื้อยังได้ความรู้สึกถึงการเป็นสินค้าจากชุมชนแท้ๆ

ชี้ต้นทุนสูง ความท้าทายสำคัญของธุรกิจ

นับ แต่กล่าวมา อาจมองในมุมบวกเสียเป็นส่วนใหญ่ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ทุกธุรกิจย่อมมีปัญหาและอุปสรรคนานาประการเสมอ “เห็ดทอดนาโหนด” ก็เช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาสำคัญ เรื่องต้นทุนวัตถุดิบ “เห็ด” ซึ่งใช้เห็ดนางรม ฮังการี เห็ดนางฟ้า และเห็ดหูหนู นับวันราคาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

แนวทางปรับตัว นักธุรกิจหนุ่มเล่าว่า มีทั้งการออกสินค้าใหม่ๆ นำวัตถุดิบอื่นนอกจากเห็ดมาช่วยเสริม เช่น ผักทอดกรอบ และดอกไม้ทอดกรอบ เป็นต้น นอกจากนั้น พยายามขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มใหม่ๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแตกแบรนด์ใหม่เป็นสแน็ค ในชื่อ ‘เฮลโล เวจจี้’ (Hello Veggie)

 


ยกระดับของฝากชุมชนสู่สแน็คขวัญใจวัยรุ่น

ชัย ยงค์ อธิบายว่า แม้ผลิตภัณฑ์ “เห็ดทอดนาโหนด” จะทำยอดขายอยู่ในระดับน่าพอใจตลอดมา ทว่า จุดอ่อนที่มองเห็นอยู่ที่ต้นทุนวัตถุดิบเห็ดสูงขึ้นสม่ำเสมอ ประกอบกับกลุ่มสินค้าประเภทของฝากจะขายดีเป็นช่วงๆ ตามฤดูกาลหรือเทศกาลท่องเที่ยวต่างๆ

ประเด็นดังกล่าว ถูกตอบโจทย์ที่จะนำเห็ดทอดนาโหนด ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อประจำท้องถิ่นอยู่แล้ว มาแต่งตัวเสียใหม่เพื่อขยายฐานไปสู่ตลาดขนมคบเคี้ยว ซึ่งมีกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างกว่า และสามารถกินได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ขึ้นอยู่กับหน้าเทศกาลใดๆ

“ผมต้องการขยายฐานลูกค้าออกไปสู่ กลุ่มสแน็คเพื่อลดปัญหาต้นทุนเห็ดสูง ซึ่งความท้าทายอยู่ที่ สินค้ากลุ่มสแน็คมีคู่แข่งเยอะมาก และส่วนใหญ่จะเป็นเจ้ายักษ์ใหญ่ทั้งนั้น ดังนั้น การแตกแบรนด์ ‘เฮลโล เวจจี้’ เราไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องเป็นแค่เห็ดอย่างเดียว ในหนึ่งซองมีผสมทั้งเห็ดและผักต่างๆ เพื่อที่เราจะฉีกหนีจากสินค้าในท้องตลาด ด้วยการชูจุดเด่น ‘เฮลโล เวจจี้’ เป็นสแน็คที่นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย ช่วยให้เด็กๆ ที่ไม่กินผักสามารถมากินขนมของเราได้” ชัยยงค์ เสริมต่อ

“ขณะเดียว กัน การทำสินค้าชุมชนเป็นสแน็คจำเป็นต้องปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะสม ด้วยการลงทุนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า จากสินค้าของฝากเราขายซองละ 40 บาท แต่พอมาเป็นสแน็ค ต้องเป็นซองที่ขายราคา 20 บาท เหมาะที่ลูกค้าจะซื้อกินได้ง่ายๆ นอกจากปรับกระบวนการผลิตให้เก็บได้นานขึ้น ซึ่งปัจจุบันของเราเก็บได้นานถึง 6 เดือน” เจ้าของธุรกิจ ระบุ
 

เปิดรุกขายสแน็ค ผ่านช่องทางร้าน 7-11

ส่วน ด้านช่องทางขายนั้น เลือกจะเดินเข้าไปเสนอสินค้าต่อร้านสะดวกซื้อเจ้าดังอย่าง 7-11 (เซเว่น อีเลฟเว่น) ซึ่งกว่าจะได้รับอนุมัติวางขายในร้านได้ ต้องใช้เวลาในการพัฒนา และปรับปรุงสินค้าร่วมกับทีมงาน 7-11 นานถึงกว่า 2 ปี

“ก่อนที่จะ ออกสู่ตลาด ทาง 7-11 จะมีทีมงานมาให้คำแนะนำ ทั้งด้านการผลิต มาตรฐานโรงงาน และการตลาด ฯลฯ ซึ่งผมใช้เวลาพัฒนาอยู่นานถึง 2 ปี เริ่มวางตลาดเมื่อปี 2554 เบื้องต้นเฉพาะสาขาทางภาคใต้ก่อนประมาณ 660 สาขา จากนั้นยอดขายเติบโตขึ้นโดยลำดับ จนต้นปีที่ผ่านมา (2556) ทาง 7-11 ได้ให้โอกาสเราวางขายทุกสาขาทั่วทั้งประเทศแล้ว” ชัยยงค์ กล่าว

เขา เผยด้วยว่า ผลประกอบการของบริษัทฯ เมื่อปีที่แล้ว (2555) อยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท มาจากยอดขายแบรนด์ ‘เฮลโล เวจจี้’ ประมาณ 60% และแบรนด์ ‘เห็ดทอดนาโหนด’ ประมาณ 40% ทว่า ในปีนี้ จะได้วางสินค้าในร้าน 7-11 ครบทุกสาขา ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ยอดขาย ‘เฮลโล เวจจี้’ เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 4 แสนซองต่อเดือน ซึ่งจากแนวโน้มเช่นนี้ คาดถึงปลายปี ผลประกอบการจะโตเป็นเท่าตัว หรือที่ประมาณ 60 ล้านบาท

 


แนะรักษาสมดุลธุรกิจเงินสดกับเครดิต

อย่าง ไรก็ตาม แม้ว่าการส่งสินค้าเข้าร้าน 7-11 จะช่วยกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง ทว่า นักธุรกิจหนุ่ม ระบุปัจจัยเสี่ยงต้องคำนึงเช่นกัน เพราะการฝายขายสินค้าเป็นระบบธุรกิจเครดิต จะจ่ายเงินเป็นงวดๆ สำหรับธุรกิจระดับเอสเอ็มอีแล้ว สายป่านเงินทุนไม่ยาวนัก อาจเกิดปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียนขึ้นได้

ทุกวันนี้ การทำธุรกิจของเขา จึงใช้วิธีเดินควบคู่กันระหว่างการทำธุรกิจเงินสด มีรายได้จากร้านเห็ดทอดสด 7 สาขาใน จ.พัทลุง อีกทั้งมีธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวเสริมอีกด้วย ช่วยให้มีเงินสดไหลเข้ามาหมุนเวียนสม่ำเสมอ ช่วยหล่อเลี้ยง สร้างสมดุลกับการขายฝากต่างๆ ที่จะต้องรอรายได้ตามงวดเครดิต

 

 


หลักคิดและก้าวต่อไปของนักธุรกิจเงินล้านวัย 30

ชัย ยงค์ วางเป้าทางธุรกิจจะเดินหน้าทำตลาดควบคู่กันทั้ง 2 แบรนด์ ในส่วนแบรนด์ ‘เห็ดทอดนาโหนด’ อยากให้เป็นสินค้าของฝากจากภาคใต้ที่คนทั่วไปจะนึกถึง ส่วนแบรนด์ ‘เฮลโล เวจจี้’ จะออกสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาอายุการเก็บรักษาให้ได้นาน เพื่อขยายสู่ส่งออกต่างประเทศ รับรองการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ในตอนท้าย ชัยยงค์ เผยถึงหัวใจแห่งการทำธุรกิจของตัวเอง สิ่งสำคัญอยู่ที่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับอะไร หรือชอบอะไร ซึ่งจะช่วยให้สามารถทำสิ่งนั้นได้ดี และทำอย่างมีความสุข

 


 

“ผมโชคดี ที่รู้ตัวเองว่า ชอบทำธุรกิจ ชอบทำค้าขายมาตั้งแต่อายุน้อย เมื่อเราค้นพบตัวเองแล้ว เป้าหมายมันจะชัด ผมเคยไปทำงานลูกจ้างในร้านฟาสต์ฟู้ด และร้านกาแฟแบรนด์ต่างประเทศ เพราะอยากได้ความรู้และประสบการณ์ ซึ่งการทำอะไรที่ชอบ มันไม่ยากหรอก แม้มันยากมันก็ยังน่าทำ และสนุกที่จะทำ”

เชื่อว่าหลายๆ คนคงมีความฝันอยากสลัดทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือน ออกมาทำธุรกิจของตัวเอง แต่ติดตรงความ "กลัว” ที่จะล้มเหลว อย่างไรก็ตาม ชัยยงค์ บอกว่า หากค้นพบตัวเองแล้ว จงกล้าที่จะก้าวออกจากกรอบความกลัว

“ถ้า คุณกล้าก็ชนะไปก้าวหนึ่งแล้ว มีความพร้อมสัก 80% ก็ลงมือทำได้เลย ไม่ต้องรอให้ถึง 100% หรอก เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครพร้อมได้ 100% หรอก คนส่วนมากอยากทำธุรกิจ แต่กลัวเจ๊ง ในมุมของผมคิดว่า ไม่ต้องกลัวมากเกินไป เพราะความผิดพลาดมันเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ ผมก็เจ๊งมาหลายครั้งแล้ว” เจ้าของธุรกิจสแน็ค ‘เฮลโล เวจจี้’ กล่าว

ท้ายสุด เขาเผยถึงอนาคตของธุรกิจ วางไว้ว่าอยากให้บริษัทฯ เป็นสัญลักษณ์แห่งผลิตภัณฑ์เห็ดแปรรูป ขณะเดียวกันในส่วนองค์กรอยากจะให้มีความเป็นสากลในทุกๆ ด้าน แม้จะเล็กแต่มีระบบบริหารธุรกิจได้มาตรฐาน พนักงานทุกคนทำงานอย่างมีความสุข เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าเกิดความพึงพอใจเสมอไป

สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/hedthodnanode?sk=wall&filter=12

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.thairath.co.th

• แนะนำธุรกิจน่าลงทุน
ธุรกิจน่าลงทุนทั้งหมด