เปิดตำรา เปิดร้าน “เบเกอรี่” ธุรกิจทำเงินก้อนโต กำไร 50++
เขียนโดย Admin เมื่อ 17 ธันวาคม 2556 เวลา 10:17:03 น. | ผู้เข้าชม 16542 ครั้ง

     เปิดตำรา เปิดร้าน “เบเกอรี่” ธุรกิจทำเงินก้อนโต กำไร 50

 

     ไม่ว่าจะยุคกี่สมัย “ธุรกิจเบเกอรี่” ยังคงติดอยู่ในอันดับ 10TOP Chart ที่คนให้ความสนใจ และอยากลงทุนทำมากที่สุด โดยคนส่วนใหญ่ที่คิดอยากกระโจนเข้าสู่ธุรกิจเบเกอรี่นั้น มีอยู่ 3 เหตุผลใหญ่ คือ กลุ่มคนที่เห็นคนอื่นทำธุรกิจนี้แล้วประสบความสำเร็จ อยากเจริญรอยตามความสำเร็จ บ้างก็ฝันอยากมี ร้านเล็กๆ ดีไซน์เก๋ๆ มีพื้นที่นั่งเล่นจิบกาแฟหอมๆ ทานคู่กับเบเกอรี่ชิ้นเล็กๆ สีสันสดใส นั่งมองดูลูกค้ามานั่งชิวๆ แค่คิดก็มีความสุขอยากเปิดร้านเบเกอรี่ไวไวแล้ว และเหตุผลยอดฮิตสุดท้ายคือชอบทานเบเกอรี่ หรือชอบทำเบเกอรี่ เมื่อคิดอยากจะมีธุรกิจของตัวเองสักอย่างจึงไม่แปลกที่จะโฟกัสไปที่ธุรกิจที่เกี่ยวกับเบเกอรี่ก่อนนั่นเอง

     ซึ่งไม่ว่าคุณจะอยากเปิดร้านเบเกอรี่ด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ ทว่าหากอยากให้ธุรกิจ หรือร้านเล็กๆของคุณไปรอด คุณควรศึกษาตลาดให้ถ่องแท้ เพราะแม้ธุรกิจเบเกอรี่จะมีอนาคตไกล และช่วยให้คุณมีโอกาส มีอาชีพที่มั่นคง เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบการทานเบเกอรี่ มีตั้งแต่ทานเป็นมื้อเช้าไปจนถึงของว่างในงานสัมมนา หรืองานสำคัญ อาทิ วันเกิด

     วันครบรอบต่างๆ ฯลฯ โดยตลาดเบเกอรี่มีมูลค่าสูงเฉียดแสนล้านบาท และเติบโตขึ้นเฉลี่ย 10-15%/ปี แต่ถ้าคิดเพียงแค่อยากทำ แต่ไม่รู้วิธีการบริหารจัดการ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั่น สุดแสนจะยากเลยทีเดียว

 

อยากทำธุรกิจเบเกอรี่ ใครคือกลุ่มลูกค้า?  

โจทย์แรกที่ต้องรู้ก่อนทำธุรกิจ

     ทั้งนี้ก่อนกล่าวถึงเคล็ดลับการทำตลาดในธุรกิจเบเกอรี่ สิ่งที่คุณควรรู้คือ เบเกอรี่ที่เราพูดกันถึงนี้มีอะไรบ้าง ซึ่งที่ผ่านมามีหลายสื่อได้ออกมากล่าวถึงประเภทของเบเกอรี่กันมากมาย โดยในที่นี้ขออ้างอิงเนื้อหาจากในหนังสือ “การบริหารธุรกิจเบเกอรี่” ซึ่งได้มีการแบ่งประเภทของเบเกอรี่ออกเป็น 7 กลุ่มตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ (1.ขนมปัง 2. เค้ก 3.พายชั้น 4.เดนนิส/ครัวซอง 5.ชูเพสต์ / เอแคร์ 6.ชอร์ตโด, คุกกี้, พายร่วน และทาร์ต 7.ครีมคัสตาร์ด)ส่วนตลาดของเบเกอรี่นั้น ก็เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ที่แบ่งตามกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มี ทั้งระดับบน, กลาง และล่าง ซึ่งการแข่งขันในแต่ละตลาด ก็จะมีรูปแบบการทำธุรกิจที่แตกต่างกันมากพอสมควร

            คำถามที่ตามมาคือ แล้วจะทำธุรกิจเบเกอรี่แบบใดดี  ก็ต้องย้อนกลับมาดูความพร้อมของตัวคุณเองก่อนว่ามีความพร้อมกับตลาดใด

คุณต้องศึกษาก่อนว่า ใครคือ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ และลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการอะไร เพราะการทำธุรกิจในทุกวันนี้ต้องทำเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แล้วนำมาประมวลคิดวางแผนการทำธุรกิจ วางแผนการตลาดตามหลัก 4P (Product, Price, Place และ Promotion)

     ยกตัวอย่าง เช่นหากคุณคิดทำธุรกิจเบเกอรี่เพื่อหวังจับตลาดบน หรือ “กลุ่มคนมีเงิน” ก็ต้องศึกษาว่าคนกลุ่มนี้ต้องการทานเบเกอรี่แบบไหน ซึ่ง “เบเกอรี่” ของคุณอร่อยอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องโดดเด่นกว่าเบเกอรี่ทั่วๆไป ทั้งในแง่ของวัตถุดิบที่นำมาใช้ รูปแบบของเบเกอรี่ ไปจนถึง แพคเกจจิ้ง ต้องหรูหรา หรือดูดีมีสไตล์ และเมื่อมีของดีแล้ว แต่ถ้าไปวางจำหน่ายผิดที่ผิดทางกลุ่มเป้าหมายมองไม่เห็นทุกอย่างก็จบกัน

     ฉะนั้นเรื่องทำเลสำคัญยิ่งยวดพอๆ กับความอร่อย ความสวยหรู โดยทำเลที่ดี ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ทำเลที่มีคนพลุกพล่าน แต่เป็นทำเลที่กลุ่มเป้าหมายเราเดินอยู่ ยกตัวอย่าง ในโรงแรม ร้านอาหารดัง ไปจนถึงห้างสุดหรู ซึ่งรูปแบบการตกแต่งร้านเบเกอรี่ของคุณก็ต้องสะท้อนความหรูหรา มีสไตล์ ทำให้คนรู้สึกอยากเข้าไปนั่ง ซึ่งบรรยากาศร้านดีๆ เรียกลูกค้าได้มากทีเดียว หรือหลายคนอาจบอกว่า บรรยากาศสำคัญกว่ารสชาติ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงไปนักและเมื่อถึงตอนนั้นแม้เบเกอรี่คุณจะราคาแพงกว่าเบเกอรี่ทั่วไปก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะตลาดที่คุณโฟกัสคือกลุ่มคนมีเงิน ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่มาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องของราคา ตราบใดที่คุณทำให้เขารู้สึกว่า “ชอบ” “ถูกใจ” เรื่องเงินก็ไม่ใช่ปัญหา

 

 

      บ้านมากหน่อย เพราะมีคู่แข่งในตลาดมาก เพราะคนที่คิดอยากทำธุรกิจเบเกอรี่ส่วนใหญ่ ก็ไปเรียนพื้นฐานมาแล้วก็มาพัฒนาปรับเปลี่ยนสูตรในแบบ และสร้างแบรนด์ของตัวเองออกมาเพื่อทำเบเกอรี่ขายคนกลุ่มระดับกลาง โดยเปิดร้านตามสำนักงานออฟฟิศ หรือแหล่งชุมชน ราคาเบเกอรี่ก็อยู่ที่หลัก 60++ บาทขึ้นไป

     การลงทุนเปิดร้านเบเกอรี่ในระดับนี้อาจจะลงทุนอยู่ราวหลักแสนบาท สำหรับใครหลายคนเงินจำนวนนี้อาจไม่มีปัญหา แต่ระบบการบริหารจัดการร้านไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะมีทั้งเรื่องของพนักงาน สต็อก ระบบบัญชี ฯลฯ ซึ่งถ้าเป็นไปได้อยากแนะให้คุณลองเข้าไปสมัครงานลองทำงานในร้านเบเกอรี่ดูก่อน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และจะได้รู้ว่ามืออาชีพเขาทำงานกันอย่างไร

     แต่ถ้าคุณไม่สะดวกใจที่จะลองเข้าไปทำงานในร้านเบเกอรี่ของคนอื่นก่อน ก็มีอีกหนึ่งทางเลือกนั่นคือ การซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งในบ้านเราเดี๋ยวนี้มีแบรนด์เบเกอรี่ดังๆ หลายแบรนด์ที่เริ่มหันมาขยายตลาดใหม่ๆ ด้วยการทำแฟรนไชส์ ซึ่งแน่นอนว่างานนี้คุณไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นธุรกิจจากศุนย์อีกต่อไป

ซึ่งแฟรนไชส์เบเกอรี่ส่วนใหญ่ก็จะมีสินค้า และแบรนด์ที่ผ่านการยอมรับจากลูกค้ามาระดับหนึ่ง พร้อมกับมีระบบการบริหารร้านมาให้เรียบร้อย แถมยังแนะวิธีการบริหารร้าน บริหารคน และคุมต้นทุนให้สมดุลกับรายได้อีกด้วยเหล่านี้เป็นต้น

     สำหรับเบเกอรี่ที่โฟกัสตลาดล่างนั้น รูปแบบการทำตลาดอาจไม่เหมือนกับการเจาะตลาดกลาง และบน เพราะสิ่งสำคัญที่ทำให้คนกลุ่มล่างซื้อ คือ เรื่องของ “ราคา” เป็นหลัก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า “ไม่อร่อยก็ขายได้” เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น  “ถ้าไม่อร่อย” “ไม่คุ้มค่า” ก็ไม่มีใครซื้ออยู่ดี ดังนั้นจึงต้องรสชาติอร่อยพอสมควร ที่สำคัญต้องราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ถูกอยู่พอสมควร

     คนที่คิดอยากทำเบเกอรี่จับตลาดล่าง อาจสงสัยว่า ทำแล้วกำไรน้อยไม่คุ้ม ซึ่งจริงๆแล้วแม้จะกำไรน้อยแต่ถ้าคุณขายได้จำนวนมากๆ กำไรที่ได้ก็มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งตัวอย่างความสำเร็จของเจ้าของธุรกิจที่คิดทำเบเกอรี่ออกมาเพื่อจับกลุ่มคนหมู่มาก หรือเรียกว่า ตลาดแมส (Mass Market) ก็มีให้เราเห็นอยู่ดาดาษ

 

 

เปิดหน้าร้านผ่านออนไลน์

ต้นทุนน้อย กำไรยิ่งสูง

     การเปิดหน้าร้านในสมัยนี้มีต้นทุนสูงอยู่พอสมควร ยิ่งถ้าคุณไม่มีที่ดินหน้าร้านของตัวเอง ต้องไปเช่าพื้นที่ของคนอื่น ต้นทุนยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำเลที่ยิ่งอยู่ใกล้แหล่งชุมชน ราคายิ่งสูง แถมยังต้องวางมัดจำล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน – 1 ปี เงินไว้ลงทุนกว่าครึ่งหมดไปกับการทำสัญญาค่าเช่า แถมยังมี ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนที่คุณต้องจัดการทุกเดือน เรียกว่ามีต้นทุนเกิดขึ้นทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

     ซึ่งด้วยเงื่อนไขการลงทุนเปิดร้านเบเกอรี่สักแห่งต้องใช้เงินทุนที่สูงมาก ทำให้หลายคนที่แม้จะมีฝีมือในการทำเบเกอรี่ มีไอเดีย มีแผนการตลาดพร้อมทุกอย่าง สุดท้ายก็ได้แต่เตรียมโปรเจคไว้ในฝัน เพราะขาดเงินลงทุน ครั้นจะไปกู้เงินมาก็กลัวความเสี่ยง

                ถึงวันนี้คุณสามารถกลับไปรื้อโครงการ ปัดฝุ่นความฝันที่คิดอยากจะมีร้านเบเกอรี่ของตนเองได้แล้ว เพราะสามารถขายผ่านสื่อออนไลน์ได้ทั้งทาง Facebook, Twitter, Website ฯลฯ  ซึ่งการขายผ่านออนไลน์จะช่วยให้คุณประหยัดต้นทุนได้มาก ไม่ต้องกลัวเรื่องค่าเช่า หรือสต็อกสินค้าเหลือ ฯลฯ

     ทั้งนี้จากเงินลงทุนนับแสนบาทก็เหลือลงมาเพียงแค่หลักหมื่นที่นำมาซื้ออุปกรณ์การทำเบเกอรี่ ที่สำคัญการขายผ่านออนไลน์ทำให้คุณมีลูกค้ามากขึ้น เพราะทุกวันนี้ใครๆ ก็หาข้อมูล ซื้อสินค้าบนโลกอินเทอร์เน็ตด้วยกันทั้งนั้น และถ้าลูกค้าเปิดมาเจอเว็บไซต์หรือ เฟตบุ๊คเบเกอรี่ของคุณ  แล้วชอบสนใจก็อาจมีโอกาสได้ตกลงสั่งซื้อสินค้าของคุณก็ได้   ในขณะที่การเปิดหน้าร้านขาย ก็จะขายได้เฉพาะลูกค้าที่อยู่ในบริเวณนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเปิดร้านขายเบเกอรี่แถวลาดพร้าว ก็จะมีแต่ลูกค้าที่อยู่ในโซนลาดพร้าวเท่านั้นที่เห็นและซื้อ แต่หากเปิดร้านค้าเบเกอรี่ผ่านสื่อออนไลน์ แม้คุณอยู่แถวลาดพร้าว แต่โอกาสที่ลูกค้าที่อยู่แถวบางนาจะเห็นและเกิดการสั่งซื้อก็มี เรียกว่าสามารถทำธุรกิจเบเกอรี่ได้ทั่วทุกพื้นที่นั้นเอง

           

ทำแล้วอยากโต

ต้องรู้จักวิเคราะห์ธุรกิจของตัวเอง

     “การเริ่มต้นว่ายากแล้ว แต่การรักษาธุรกิจให้อยู่รอดนั้น ยากยิ่งกว่า” ประโยคดังกล่าวนี้เราได้ยินกันมานาน และถึงวันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงอยู่ เพราะทุกวันนี้ในทุกธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก วันนี้คุณอาจเป็นผู้นำในตลาดอยู่ แต่พรุ่งนี้อาจกลายเป็นผู้ตามก็ได้ในธุรกิจเบเกอรี่ก็เช่นกัน มีตัวอย่างให้เราเห็นมากมาย ทั้งแบรนด์ไทยเองและต่างประเทศที่แรกเริ่มในการทำธุรกิจนั้นได้รับการตอบรับที่ดี มีลูกค้าเข้ามาไม่ขาดสาย แต่พอผ่านไปสักระยะความสำเร็จที่เคยได้รับมาค่อยๆเลือนหายไป จนสุดท้ายต้องพบกับคำว่าขาดทุน

     ฉะนั้นหากคุณเริ่มทำธุรกิจเบเกอรี่แล้วทุกอย่างกำลังไปได้สวย ก็อย่าเพิ่งประมาทไป ต้องหมั่นพัฒนาสูตร พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น เรื่องบริการอย่าให้ขาดตกบกพร่องเด็ดขาด ส่วนเรื่องโปรโมทชั่นก็ควรมีอยู่เนืองๆ

     พร้อมทั้งพยายามวิเคราะห์หาจุดแข็งจุดอ่อนของร้านเพื่อนำมาพัฒนาในสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น และแก้ไขข้อบกพร่องในอดีต  โดยในที่นี้ขอกล่าวถึงเครื่องมือที่นักการตลาดส่วนใหญ่นำมาใช้เพื่อช่วยในการพัฒนาธุรกิจ นั่นคือ  SWOT Analysis  โดยย่อมาจาก

S : Strengths หมายถึง จุดเด่น หรือ จุดแข็งของธุรกิจที่ทำอยู่  ยกตัวอย่างเช่น รสชาติเบเกอรี่อร่อย ก็พยายามชูจุดขายเรื่องนี้เป้นสำคัญ โดยอาจพัฒนาสูตรความอร่อย และสินค้าให้หลากหลายขึ้น

W : Weaknesses หมายถึง จุดด้อยหรือ จุดอ่อนของธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น สินค้ามีราคาแพงเกินไป ก็นำกลับมาคิดทบทวนหาวิธีลดต้นทุน แต่ไม่ลดคุณภาพเพื่อให้สินค้าขายได้มากขึ้น โดยอาจมีวางแผนในการสั่งซื้อวัตถุดิบใหม่ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมขึ้น เป็นต้น

O : Opportunities หมายถึง โอกาส พยายามมองหาช่องทางการขายใหม่ๆ เช่น ใกล้เทศกาลปีใหม่ หรือ วันวาเลนไทน์ เป็นช่วงที่คนให้ของแสดงความนับถือ และความรักกัน  ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่เราจะรีบคิดเบเกอรี่แบบใหม่ หรือ  แพคเก็จจิ้ง ที่เหมาะกับการให้เป็นของขวัญกันและกัน เป็นต้น

T : Threats หมายถึง อุปสรรค  ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นจากภายนอก เหนือการควบคุมของเรา ซึ่งเราควรมีแผนสำรองไว้เตรียมรับมือ อาทิ ถ้ามีร้านเบเกอรี่มาเปิดข้างๆร้านเราจะทำอย่างไร หรือเว็บไซต์ที่เราเปิดขายเบเกอรี่อยู่เกิดมีปัญหาระบบเทคโนดลยีขัดข้องจะทำอย่างไร รวมไปถึงวัตถุดิบขึ้นราคาอย่างกะทันหัน หรือขาดตลาด เราจะบริหารสต็อกวัตถุดิบอย่างไรดี

     ทั้งนี้การทำ SWOT Analysis  จะทำให้เรามองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจมากขึ้น และเมื่อเกิดปัญหาก็สามารถรับมือได้ ไม่เกิดผลกระทบต่อธุรกิจเบเกอรี่ที่สร้างมากกับมือมากนัก

      ทว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะทำเบเกอรี่แบบไหน เจาะตลาดใดก็ตาม แม้วัตถุดิบที่นำมาทำเบเกอรี่อาจมีคุณภาพแตกต่างกันไปตามราคา แต่ต้องถึงอย่างไรก็ต้องเลือกที่สด สะอาด และปลอดภัย พร้อมกันนี้ต้องทำธุรกิจด้วยใจ เพราะอะไรที่ทำด้วยเรารัก เราจะสนใจอยากเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ และเมื่อทำดีแล้ว ผลตอบแทนในแง่ของเม็ดเงินจะตามมาอย่างมากมาย

 

สถาบันสอนทำเค้ก และเบเกอรี่
 
ครัวสวีท
2154/15 หมู่บ้านเรืองศิริ ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ    โทร.09-1206-0144  www.kruasweet.com
 
โรงเรียนขนมอบนานาชาติ
920-922 ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ10900   โทร.0-2272-5692-3,0-2272-5654, 0-2272-5663
www.international-baking-cooking-school.com
 
โรงเรียนสอนการผลิตอาหารและ ขนมมาตรฐาน ยูเอฟเอ็ม
 
สาขาสุขุมวิท
593/29-41ซอยสุขุมวิท 33/1 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทร 0-2259-0620
 
สาขาสยามสแควร์
180-184 อาคารเบเกอรี่เฮ้าส์ สยามสแควร์ ซอย 1 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร. 0-2252-7286, 0-2252-7520
 
สาขาเชียงใหม่
144 อาคารเบเกอรี่เฮ้าส์ ถนนท่าแพ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300
โทร. 0-5323-2343. 0-53251138    www.ufmeducation.com
 
สยามเบเกอร์ซัพพลาย
 
ซอยสุขุมวิท 71 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ 10110
โทร.0-2108-7771
www.siambaker.com,www.facebook.com/SiamBakerSupply
 
สถาบัน แวนเดอแจนเนต
209/16 ซอยรามคำแหง 21 (ซอยนวศรีเพลส) ถนนรามคำแหง แขวง/วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร 0-2314-2904    www.vjbakery.com
 
ไทยเชฟเบเกอรี่
หมู่บ้านวิสต้าปารค์แจ้งวัฒนะ เลขที่ 89/83 ปากเกร็ด นนทบุรี 10210   โทร.0-81755-8757
  www.thaichefbakery.com
 
Knowhowbake
4/70 ม.9 ถนนบรมราชชนนี ซอยบรมราชชนนี 77 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170(ใกล้ The Circle ราชพฤกษ์)
 โทร. 0-2887-7026   www.knowhowbake.com
 
Mother goose
102/202 ถนนรัตนาธิเบศร์ หมู่บ้านลัดดารมย์ ตำบลไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทร.0-2922-0920   www.mothergoosesweet.com
 
The 9th Bakery Workshop
 
อาคารปิติกานต์เพลส ชั้น1 เลขที่ 171/1 ซอยจรัญสนิทวงศ์12 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600               
โทร. 08-5119-1260   www.the9cake.com
 
 
แหล่งจำหน่ายวัตถุดิบ-อุปกรณ์
 
เกียรติโชคชัย เบเกอร์มาร์ท
2415/17 ซอยลาดพร้าว 55 ถนนลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง/วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร. 0-2539-0369, 0-2538-6756   www.kccbakermart.com
 
ดี-เบสท์
148/6-7 หมู่ 2 ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด  จังหวัดนนทบุรี  11120โทร.0-83752-1711
www.facebook.com/bakerydbest
 
ร้านตั้งจิบเซ้ง
594-596  ถนนจักรเพชร  แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร  กรุงเทพฯ  10200โทร.0-2221-1213, 0-2222-1721
www.tangjibseng.com
 
ร้านเบเกอรี่แลนด์ สาขา ทาวน์ อิน ทาวน์
210 ซอยลาดพร้าว 94 (ทาวน์ อิน ทาวน์) แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ10310
โทร.0-2539-0023   www.bakeryland.co.th
 
ร้านเล็มมี่ อุปกรณ์และวัตถุดิบเบเกอรี่
40/302 หมู่ที่11 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพฯโทร.08-4555-6479    www.lemmemore.com
 
วันสต๊อปเบเกอรี่
1448/14-15 ถนนพหลโยธิน แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร 0-2939-6842   www.1stopbakery.com
 
 สยามเบเกอร์ซัพพลาย
ซอยสุขุมวิท 71 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ 10110  โทร.0-2108-7771
www.siambaker.com , www.facebook.com/SiamBakerSupply
 
jjthaibarsupply
 
154/54-55 ถนนชมสินธุ์ ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77110
• แนะนำธุรกิจน่าลงทุน
ธุรกิจน่าลงทุนทั้งหมด