Home | News (Events)
ญี่ปุ่นส่ง SMEs บุกไทย ชิงเค้กสินค้าดีไซน์งาน BIG & BIH
เขียนโดย Admin เมื่อ 22 ตุลาคม 2557 เวลา 09:20:38 น. | ผู้เข้าชม 4723 ครั้ง

ญี่ปุ่นส่ง SMEs บุกไทย ชิงเค้กสินค้าดีไซน์งาน BIG & BIH
 
     แม้ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาไทยจะเผชิญปัญหาภายในประเทศหลายอย่าง ทั้งการชุมนุมทางการเมือง รัฐประหาร และภาวะเศรษฐกิจซบเซา แต่คู่ค้าสำคัญของไทยอย่างญี่ปุ่นยังคงแสดงความเชื่อมั่นในอำนาจซื้อของคนไทย โดยเตรียมนำธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 34 แห่ง พร้อมสินค้ากว่า 500 รายการ มาบุกตลาดไทยในงานเทศกาลของขวัญ BIG & BIH 2014 ระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทคบางนา
 
     นายคาฟูยูมิ ทานากะ รองประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำประเทศไทย หรือเจโทรกรุงเทพ กล่าวว่า "ที่ผ่านมาคนไทยให้การยอมรับสินค้าญี่ปุ่นเป็นอย่างดี แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์และอาหาร เราต้องการเผยแพร่สินค้าด้านไลฟ์สไตล์ของญี่ปุ่นให้เป็นที่รู้จักในไทยมาก ขึ้น" นายทานากะ กล่าวว่า ในงานนี้เป้าหมายของเจโทรไม่ใช่เพียงนำสินค้าญี่ปุ่นมาแนะนำ แต่ยังสนับสนุนการจับคู่ทางธุรกิจ(BusinessMatching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ที่นำจุดแข็งของทั้ง 2 ประเทศมาประกอบกัน เช่น ใช้วัสดุไทยร่วมกับเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น และส่งออกไปยังตลาดโลก ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ญี่ปุ่นนำ SMEs กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์มาทำการตลาด เนื่องจากเชื่อว่าตลาดสินค้าประเภทดังกล่าวในไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก 
 
     นายทานากะ ระบุว่า ปัจจุบันจีดีพีต่อหัวของไทยอยู่ที่ราว 6,000 ดอลลาร์ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือว่าผู้บริโภคไทยมีกำลังซื้อสูง และมีความต้องการสินค้าที่ไม่เพียงใช้งานได้ดีเท่านั้น แต่ต้องมีดีไซน์ที่แตกต่างด้วย แม้ปีนี้ไทยจะเจอมรสุมทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของจีดีพีต่ำสุดในอาเซียน จากการคาดการณ์ของธนาคารโลก แต่ญี่ปุ่นในฐานะที่ทำธุรกิจกับไทยมาอย่างยาวนาน เข้าใจสถานการณ์ของไทยเป็นอย่างดี และเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับสู่ภาวะปกติในไม่ช้า ประกอบกับเจโทรเข้ามาตั้งสำนักงานในไทยเป็นเวลา 55 ปี ทำให้มีเครือข่ายด้านธุรกิจที่พร้อมจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่น อย่างรอบด้าน ถึงแม้ไทยจะมปัญหาการเมืองแทรกแซง แต่ก็ยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการเจาะตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ 
 
"นักธุรกิจญี่ปุ่นยังคงทำธุรกิจในไทยต่อ แม้เกิดการรัฐประหาร มีน้อยมากที่ถอนตัวกลับญี่ปุ่น" นายทานากะย้ำ
 
    อีกปัจจัยหนึ่งที่ SMEs ญี่ปุ่นพยายามหาช่องทางขยายตลาดนอกประเทศ เป็นผลมาจากญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและเริ่มมีจำนวนประชากรลดลง ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศหดตามไปด้วย ประกอบกับญี่ปุ่นมองเศรษฐกิจในภาพใหญ่ไม่ใช่แค่ตลาดญี่ปุ่นเท่านั้น และรวมไปถึงตลาดโลกด้วย การออกไปลงทุนนอกประเทศเป็นไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ เช่นเดียวกับไทยที่กำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งเจโทรมองว่าเป็นพัฒนาการที่ดีและจะช่วยยกระดับการค้าในภูมิภาคนี้
 
     ด้านแผนการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของนักลงทุนญี่ปุ่นให้สอดคล้องกับ กระแส AEC ยังคงใช้นโยบาย "Thailand Plus One" กล่าวคือ โยกอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างสิ่งทอ ไปยังประเทศที่ค่าจ้างแรงงานยังต่ำ เช่น ลาวและกัมพูชา เพราะไทยมีปัญหาแรงงานขาดแคลนและค่าแรงสูง แต่ไทยยังคงเป็นฐานที่มั่นหลักในอาเซียนของบริษัทญี่ปุ่น โดยเน้นผลิตสินค้ามีดีไซน์หรือใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการนำสินค้าที่ผลิตในประเทศเพื่อนบ้านมาต่อยอดหรือสร้างมูลค่าเพิ่ม 
 
      สำหรับอุตสาหกรรมที่เจโทรมองว่ามีอนาคตสดใสในไทย ได้แก่ ด้านการบริการ โลจิสติกส์ และไอที ส่วนภาคการผลิตนั้นเห็นว่าค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว ส่วนผู้ประกอบการไทยที่สนใจไปลงทุนในญี่ปุ่น นายทานากะแนะว่า ควรเน้นด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) เพราะญี่ปุ่นมีบุคลากรด้านนี้พรั่งพร้อม และหลายประเทศเข้ามาตั้งดีไซน์เซ็นเตอร์ในญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาสินค้าของตนให้มีดีไซน์โดดเด่น และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ การท่องเที่ยว รีสอร์ตและโรงแรม
 
 
ที่มา : www.prachachat.net
• แนะนำธุรกิจน่าลงทุน
ธุรกิจน่าลงทุนทั้งหมด