Home | News (New Biz)
แบงก์ชาติ อนุญาตให้ธนาคารไทย ให้บริการ E-Marketplace ใครได้? ใครเสีย? ใครต้องปรับตัว?
เขียนโดย Admin เมื่อ 12 เมษายน 2561 เวลา 06:59:00 น. | ผู้เข้าชม 561 ครั้ง

แบงก์ชาติ อนุญาตให้ธนาคารไทย ให้บริการ E-Marketplace ใครได้? ใครเสีย? ใครต้องปรับตัว?

                จากการประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่อนุญาตให้ธนาคารไทยสามารถทำธุรกิจเกี่ยวกับ e-commerce ได้ ซึ่งที่มาของการประกาศนี้น่าจะมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเองมีความกังวลไม่น้อยเกี่ยวกับการเข้ามาของบริษัทยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศอย่าง Alibaba หรือ JD.com ฯลฯ

                การมาของบริษัทต่างชาติที่เริ่มจากธุรกิจ e-commerce และก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจการเงินจะกลายเป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่งของธนาคารไทยอย่างแน่นอน แบงก์ชาติจึงได้มีการคลี่คลายกฎระเบียบในการให้ธนาคารของไทยสามารถทำธุรกิจนอกเหนือจากการธนาคารได้ ซึ่งครั้งนี้หากธนาคารไทยไม่รีบปรับตัวก็จะน่าเป็นห่วงมาก เพราะการบุกของธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาจะทำให้ธุรกิจดั้งเดิมอย่างธนาคารสู้ไม่ได้เพราะ ธุรกิจ e-commerce มีจุดเด่นสำคัญคือการมีฐานข้อมูลของลูกค้ามากกว่าธนาคาร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลในเชิงลึก นอกจากนั้นยังมีข้อมูลของผู้ประกอบการหรือผู้ขายในฝั่งของ marketplace ที่ค่อนข้างมีจำนวนมากเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ทางธนาคารเองไม่มี

                มาพิจารณากันที่ธุรกิจ e-commerce ของจีนที่ได้ฉีก business model หันมาทำธุรกิจแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น e-commerce, e-payment ฯลฯ ทั้งในกลุ่มของ Alibaba กลุ่ม JD.com และกลุ่มของ Tencent ก็เป็นกลุ่มที่มีการสร้าง ecosystem หรือระบบนิเวศที่มีทุกอย่างในตัวเอง หากย้อนกลับไปดูในกลุ่มของ Alibaba ที่ซื้อ Lazada ซึ่งน่าจะเชื่อได้ว่าวันนี้มีฐานข้อมูลของผู้ใช้ e-commerce ในประเทศไทยมากที่สุด ประกอบกับการที่ได้เข้าไปลงทุนใน Ascend หรือทรูมันนี่อีก 20% ก็จะยิ่งมีความสามารถที่จะบุกเข้าไปในส่วนของ payment ได้ง่าย เช่นเดียวกันกลุ่มของ JD.com ก็กำลังเข้ามาลงทุนในฝั่งของ e-commerce, e-financial และ e-logistics เมื่อกลุ่มจากประเทศจีนเหล่านี้กำลังเข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างจริงจัง end game ที่ทุกคนต้องการคือการเอาข้อมูลทั้งหมดมาบูรณาการและมาวิเคราะห์ถึงผู้ซื้อว่ามีพฤติกรรมอย่างไร และจะเริ่มมีการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มแรกคือคนทั่วไปซึ่งน่าจะเป็นธุรกิจที่ใหญ่ทีเดียว และกลุ่มที่ 2 คือการปล่อยกู้ในกลุ่มของผู้ประกอบการที่เข้ามาขายของในโลกออนไลน์ ด้วยความที่ e-marketplace นั้นจะรู้หมดในเรื่องของ turnover หรือ cash flow เงินที่มีการเข้าออกของในแต่ละธุรกิจที่อยู่ใน marketplace ซึ่งการปล่อยกู้ในธุรกิจเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากแต่อย่างใด

                ดังนั้นการมาของแพลตฟอร์มเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลให้แบงก์ชาติอนุญาตให้ธนาคารไทยสามารถดำเนินธุรกิจทางด้าน e-commerce, e-marketplace ได้ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีจึงทำให้ธนาคารไทยต้องมีการมีการปรับเปลี่ยนเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ของธนาคาร ธนาคารจึงควรที่จะมีช่องทางที่จะสามารถให้บริการลูกค้าบนแพลตฟอร์ม e-commerce ได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

                ใครจะเป็นผู้ที่ใช้ marketplace นี้ คำตอบก็คือกลุ่มลูกค้าของธนาคารนั่นเอง กลุ่มที่เป็น SMEs กลุ่มผู้ประกอบการ บริษัทห้างร้านต่างๆ ที่มีสินค้าอยู่แล้วเพราะเป็นผู้ผลิต จากที่ต้องขายผู้อื่นก็ให้เอาธุรกิจเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มของธนาคารที่มีบริการให้ครบวงจร ธนาคารทำหน้าที่โปรโมทให้คนเข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการใน marketplace นั้นๆ ซึ่งธนาคารมีความได้เปรียบเพราะมีลูกค้า มีฐานข้อมูลของลูกค้าอยู่แล้ว เพียงแต่เอามาต่อยอดลูกค้าเดิมให้เข้ามาอยู่ในช่องทางการขายของธนาคารหรือ marketplace ของตนเอง เมื่อลูกค้าเข้ามาอยู่ในลูปการขายของธนาคาร ธนาคารก็จะมีข้อมูลของธุรกิจเกือบครบวงจร และยังทำให้ธนาคารมีข้อมูลที่จะสามารถต่อยอดธุรกิจต่อไปคือการที่ธนาคารสามารถตัดสินใจและนำเสนอบริการที่ดีอื่นๆ ให้กับกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

                การตัดสินใจของแบงก์ชาติครั้งนี้ผมเห็นด้วย ในภาวะการแข่งขัน e-commerce ไทยตอนนี้ไม่ใช่เกมของธุรกิจ e-commerce รายย่อย หรือผู้ประกอบการในประเทศไทย ฉะนั้นการประกาศครั้งนี้เป็นการยกระดับ และทำให้มองเห็นกลุ่มคนที่มีความพร้อมที่จะไปต่อหรือสามารถสู้กับกลุ่มธุรกิจต่างชาติว่ามีอยู่เหมือนกัน การที่ธนาคารจะสู้แบบหมัดต่อหมัดคงต้องคำนึงถึงผลที่จะกลับมา ถึงแม้ว่าตอนนี้อาจยังดูเป็นธุรกิจ marketplace ที่ไม่ทำกำไรให้กับธนาคารในทางตรงซะทีเดียว แต่ธนาคารจะได้ข้อมูลลูกค้าในทางอ้อมขึ้นมา อย่างน้อยก็เป็นอีกกลไกหนึ่งหรือช่องทางหนึ่งที่ทำให้ธนาคารขยับตัวเองขึ้นมาสู้กับผู้ให้บริการจากต่างชาติได้ ซึ่งขณะนี้ก็มีบางธนาคารที่เริ่มทำไปบ้างแล้ว

                ทางออกที่ดีที่น่าจะถือว่าเป็น good combination ก็คือการที่ธนาคารไทยจะหันไปจับมือกับ e-marketplace ไทยแล้วทำด้วยกัน ซึ่งจะเป็นจิกซอว์ที่ลงตัวมาก เพราะหากปล่อยต่อไป marketplace ในไทยอาจจะล้มหายตายจากไปมากกว่านี้ และการที่แบงก์ชาติตัดสินใจเช่นนี้น่าจะเป็นกลไกที่ทำให้ e-commerce โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศจะเริ่มหันมาสนใจธนาคารมากขึ้น ธนาคารขนาดใหญ่น่าจะได้มีการเตรียมตัวกันแล้ว ฉะนั้นธนาคารอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เตรียมพร้อมในเรื่องนี้ การร่วมมือกับ local marketplace จึงเป็นทางออกหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย หรือบางคนจะมองไปไกลกว่านั้นคือการไปจับมือกับผู้ให้บริการ e-commerce จากต่างประเทศแต่ในเวลานี้คงเหลือตัวเลือกน้อยมากแล้ว กลับมาในฝั่งของบริษัทหรือ SMEs ในไทยก็จะมีตัวเลือกมากขึ้น จากที่ต้องไปอยู่กับต่างประเทศ ก็จะมีแพลตฟอร์มอยู่ในธุรกิจที่เป็น e-marketplace ในประเทศไทยซึ่งก็เป็นธุรกิจที่มีความเข้าใจในธุรกิจนั้นๆ ดีอยู่แล้ว ในฝั่งผู้ซื้อก็จะมีความได้เปรียบเพราะว่าการแข่งขัน e-commerce จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลือกมีมากขึ้น เมื่อมีประกาศนี้ออกไปในประมาณกลางปีหรือปลายปีนี้ออกไปน่าจะมีผู้ให้บริการ e-marketplace ที่มีเพิ่มมากขึ้นอีกหลายรายทีเดียว

                สุดท้าย สิ่งที่น่าสนใจประการสำคัญคือการอนุญาตในครั้งนี้จะเป็นกลไกที่ทำให้ธนาคารขยับออกมาเป็นธุรกิจใหม่ นั่นหมายถึงการเพิ่มศักยภาพจากเดิมที่ทำอยู่แต่เฉพาะในประเทศไทยจะสามารถต่อยอดออกไปเป็นระดับ Global Business ได้ จากธุรกิจที่เป็นธนาคารมาเป็น non-bank เป็นธุรกิจที่ให้บริการ e-commerce จึงเป็นอะไรที่น่าจับตามองมากทีเดียวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เชื่อว่า road map หรือกลยุทธ์ของธนาคารต้องมีการดึงคนที่ทำ e-commerce เข้าไปช่วยทำแผน ซึ่งก็ควรต้องเป็นคนที่มีความเข้าใจ มีประสบการณ์ ต้องเป็นคนที่เชี่ยวชาญจริงๆ ซึ่งทางสมาคมอีคอมเมิร์ซและผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซอีกหลายๆ รายน่าจะสามารถเข้ามาช่วยได้อย่างดี

                สรุปได้ว่าการประกาศครั้งนี้จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการ e-commerce ไทยอย่างไม่คาดคิด และจะทำให้ e-commerce เมืองไทยโตได้เร็วมากขึ้น การแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น เช่นเดียวกันผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากโปรโมชั่นหรือแคมเปญต่างๆ มากขึ้น เงินมหาศาลจะถูกอัดเข้ามาในธุรกิจออนไลน์และจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ธุรกิจออฟไลน์ที่ไม่ปรับตัวตายเร็วขึ้น ใครก็ตามที่ยังไม่ปรับตัวเข้ามาสู่ออนไลน์คุณจะตายไปเร็วกว่าเดิม ฉะนั้นคุณต้องปรับตัวให้ทัน ผมเน้นเสมอให้คุณต้องปรับตัว ธนาคารก็เข้าสู่ยุคการปรับตัว ธุรกิจ e-commerce ก็ปรับตัว ผู้บริโภคเองก็ปรับตัวแล้วเช่นเดียวกัน ทุกอย่างกำลังถูกปรับตัวอย่างรวดเร็ว สังคมไทยกำลังปรับตัวเองเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 แล้วจริงๆ

• แนะนำธุรกิจน่าลงทุน
ธุรกิจน่าลงทุนทั้งหมด